ทริปนี้เป็นทริปวันรอบ 6 ปีค่ะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ออกไปฉลองวันครบรอบกันที่ต่างจังหวัดแบบนี้ ตอนแรกดูไว้หลายที่มากว่าจะไปไหนกันดี สุดท้ายเลยมาจบที่นี่ค่ะ สังขละบุรีเฉยเลย เป็นที่ที่อยากไปมานานมากแล้ว แล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไป พอได้ไปจริงๆรู้สึกประทับใจมากค่ะ สวยและมีมนต์เสน่ห์ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้อ่านกันค่ะ.....
วันที่ 1
ไปขึ้นรถที่ขนส่งหมอชิต ตอนตี 4 ครึ่ง ค่ะ
รถตู้ที่จะขึ้นเป็นรถตู้จากกรุงเทพ ถึง สังขละ เลยค่ะ
ไม่ต้องไปต่อรถตู้ที่ตัวเมืองกาญ หมายใจว่าจะขึ้นรถตู้รอบแรกตอนตี 5 แต่พอมาดีๆ ถึงหมอชิตเกือบตี 5
เพราะลืมเผื่อเวลารถติดตรงทางเข้าหมอชิตค่ะ (รถติดมากกก ก.ไก่ล้านตัว)
พอไปถึงที่จำหน่ายตั๋วปุ๊บ ป้าคนขายตั๋วบอกว่ารถรอบแรกรถเต็มแล้วหนู
รอบต่อไปที่ได้จะเป็นรอบ 10 โมง เรากับแฟนก็โอ้โหป้า นี่เพิ่งจะตี5 ให้รอถึง 10
โมงนี่คงไม่ไหว เสียเวลามาก (คิดในใจ) เลยหันไปมองหน้ากันแล้วเลือกแพลน B ดีกว่า แพลน B คือ นั่งรถตู้จากกรุงเทพไปลงตัวเมืองกาญก่อนค่ะ จากนั้นต่อรถตู้ไปสังขละ
แฮปปี้ค่ะ รถตู้มีรอบตี5 ครึ่งพอดี จัดไปค่ะ
พอขึ้นรถตู้ปุ๊บเราก็ไม่เหมือนอยู่ประเทศไทยอีกต่อไป
เพราะว่าขึ้นไปแล้วจะได้ยินแต่ภาษาพม่าค่ะ ไม่มีใครเป็นคนไทยเลย 555555จากกรุงเทพ – ตัวเมืองกาญ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ มีจอดแวะปั๊มเติมแก๊สด้วย เราก็ได้แวะเข้าห้องน้ำ พอถึงเมืองกาญ รถตู้จะไปจอดที่ขนส่งเมืองกาญค่ะ พอถึงที่นู้นถามคนแถวนั้นอีกทีก็ได้ค่ะ ว่าต่อรถไปสังขละได้ตรงไหน คนที่นู้นใจดีมากค่ะ รถตู้ที่จะต่อไป จะเป็นเส้นทาง กาญจนบุรี – ด่านเจย์ดีย์สามองค์ โดยเค้าจะแวะเข้าทองผาภูมิ à สังขละ à และก็ด่านเจดีย์ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ครึ่งถีงสังขละค่ะ แต่รีสอร์ทที่เลือกพักจะอยู่ก่อนถึงสังขละนิดหน่อยค่ะ
ในที่สุดๆๆๆๆก็ถึงแล้วข่า ดีใจน้ำตาไหลพราก 5555 เราพักที่ The nature club resort พอถึงรีสอร์ปุ๊บก็เรียกให้เค้าออกมารับที่ทางเข้ารีสอร์ทค่ะ
จบเรื่องรีสอร์ท ตัดไปที่ภาพสะพานมอญกันเลยค่ะ คือนั่งพักกันแปร๊บนุง
จากนั้นก็เช่ารถมอไซต์ของที่รีสอร์ทขับไปสะพานมอญกันค่ะ
(ทริปนี้เราใช้มอไซต์เป็นพาหะนะตลอดทั้งทริปน้ะค้ะ เช่าวันล้ะ 300 บาท
ไม่รวมน้ำมัน แต่บอกเลยว่าสนุกมากค่ะ ได้ฟิลสุด อากาศเย็นขับมอไซต์คือดีย์)
จากรีสอร์ทไปสะพานระยะทางประมาณ 10 กิโลค่ะ
ก้าวแรกที่เราได้ก้าวขึ้นสะพานสิ่งแรกที่จะเจอคือไกด์ตัวน้อยค่ะ5555
ไกด์ตัวน้อยจะเดินมาหาเราจากนั้นจะพูดว่า พี่ๆพี่รู้จักประวัติของสะพานมั้ยครับ (เราเตรียมใจมาแล้วค่ะ
ว่าจะเจออะไรแบบนี้เพราะเพื่อนเราบอกมา เลยไม่ งง เท่าไหร่)
แล้วน้องเค้าก็จะพูดยาวมากแล้วเร็วมากแล้วก็พูดเก่งมากค่ะ 55555
แต่ต้องตั้งใจฟังนิดนึงน้ะค้ะเพราะน้องพูดไทยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
พอน้องเค้าพูดเสร็จเราก็ให้ตังน้องเค้าไป 40 บาทค่ะ เป็นค่าขนมและค่าไกด์ จากนั้นน้องเค้าก็เดินจากเราไปอย่างแฮปปี้ยิ่งแฉ่งสบายใจ
เราก็แฮปปี้ค่ะ ถือว่าน้องเค้ามาทำมาหากินดีกว่าเอาเวลาว่างไปทำอย่างอื่นไร้สาระ
มาถึงไฮไลท์เช่าเรือไปที่ดูวัดจมน้ำค่ะ ถ้าไปช่วงวันหยุดที่มีคนไปเที่ยวเย็อะๆ
ก็จะสามารถหาคนมาจอยเรือไปกับเราได้ค่ะ จะตกอยู่ที่คนล้ะ 200 บาท
แต่นี่ไปวันธรรมดาค่ะ ก็เลยต้องเหมาเรือไปกันสองคนราคา 800 บาท
(ดีน้ะเพราะแบบส่วนตัวดีค่ะ สบายๆเลย) คนขับเรือดีมากค่ะ ให้ข้อมูล
ให้เวลาจะลงไปดูวัดนานก็ไม่ว่า และเอาใจใส่ จะบอกว่าคนที่นู้นนิสัยดีกันทุกคนค่ะ
มีน้ำใจพูดดีและยิ้มแย้ม
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะในการชมวัด 3 วัดพอเสร็จแล้วเราก็หาซื้อของกลับไปทานที่รีสอร์ทค่ะ จบทริปวันที่ 1 แบบประทับใจ ^^
วันที่ 2
ที่จริงกะว่าจะตื่นไปดูหมอกตอนเช้าที่สะพานค่ะ
แต่ว่าเราเองไข้ขึ้นก็เลยไม่ได้ไปดู เลยตกลงกับแฟนว่างั้นค่อยไปดูเช้าวันกลับล้ะกันเน๊อะ
เลยตื่นประมาณ 8 โมงค่ะ มาทานข้าวเช้าที่รีสอร์ท
จากนั้นก็ออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซต์กันต่อ วันนี้เราจะไปกันที่วัดแถวๆสะพานมอญกันก่อนค่ะ
จากนั้นเราจะไปด่านเจดีย์ 3 องค์กันค้า Let’s go!!!!!
เริ่มจากที่แรก เจดีย์พุทธคยา ค่ะ เนื่องจากตอนที่ไปเค้าปรับปรุงอยู่ค่ะเลยได้รูปมาแค่รูปเดียว TT
ที่ที่สองค่ะ วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ค่ะ
ไหว้พระเสร็จแล้ว Next station ด่านเจดีย์สามองค์ค่ะ
จากสังขละไปด่านเจดีย์ระยะทางประมาณ 20 กิโลค่ะ
เรียกได้ว่าโต้ลมหน้าตึงกันเลยทีเดียว แต่สนุกค่ะ เลยอยากแนะนำให้ไปตอนหนาวๆ
เพราะไม่งั้นคงร้อนมากกแน่ๆ
มีแค่นี้จริงๆค่ะ ชื่อว่าด่านเจดีย์สามองค์ก็มีแค่เจดีย์สามองค์จริงๆ
แล้วก็มีของขายนิดๆหน่อยๆ เลยตัดสินใจกับแฟนด้วยความเศร้าๆนิดๆว่าขี่รถมาตั้งใกล้แหนะจะมาจบแค่นี่หรอ
เลยไปต่อค่ะข้ามฝั่งไปเที่ยวพม่ากันดีกว่า
ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วจะกลับไปหงอยๆแบบนี้ไม่ได้ เริ่มค่ะ !!
ตอนข้ามไปพม่าเราจ้างไกด์พาไปค่ะ เพราะ
1.การเดินค่ะ นำมอไซต์ข้ามไปไม่ได้อีกอย่างกลัวหลงด้วยถ้าไปเอง
2.การสื่อสารค่ะ ต้องมีไกด์คอยนำคอยพูดให้
3.ค่อนข้างอันตรายค่ะ ถ้าเราเข้าไปแบบ งงๆ อาจโดนหลอกได้
4.เข้าไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ค่ะ รัศมีไม่เกิน 5
กิโลเมตร เพราะฉะนั้นไกด์เค้าจะมีโปรแกรมมาให้เราอยู่แล้วค่ะ ว่าในรัศมีเท่านี้สามารถไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง
ก็อย่างที่มีตามแหล่งข้อมูลต่างๆเลยค่ะ ที่เที่ยวก็จะมี วัดเสาร้อยต้น วัดเจดีย์ทอง
ตลาดพญาตองซู ทั้งหมดที่ไปนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ
ค่าไกด์ถ้าไปแบบจอยกับคนอื่นก็จะถูกค่ะ
แต่นี่เหมือนกับกรณีตอนเหมาเรือเลย 55555 ไม่มีคนมาจอยด้วยเลยเพราะว่าไปตอนวันธรรมดาไม่มีคนเที่ยวเลย
TT เลยต้องเหมาอีกแล้วครับท่าน ราคาเหมาๆก็ 1000 บาทค่ะ
(ต่อกันอยู่นานเลยทีเดียว) สุดท้ายก็ฟินค่ะ
ดีกว่าจบอยู่ที่ด่านเจดีย์ถือว่ามาเปิดโลกที่ประเทศเพื่อนบ้าน รถที่พาเที่ยว ด้วยความไปกันแค่สองคนเค้าเลยใช้รถยนต์พาเที่ยวค่ะ เป็น
Honda civic นั่งสบายดีค่ะ ไกด์ก็จะเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 16 – 17 ปี
ก็เลยไม่รู้สึกเกร็งเท่าไหร่มีเด็กพาเที่ยว แล้วน้องเค้าก็ให้ข้อมูลดีค่ะ
ถามไรตอบได้
อันนี้เป็นวัดแรกค่ะ วัดเจดีย์ทอง
ระหว่างเดินทางไปวัดเสาร้อยต้นค่ะ
ตลาดพญาตองซุค่ะ
โดยส่วนตัวถือว่าดีใจน้ะค้ะที่ได้ข้ามไปฝั่งพม่า เพราะอย่างที่บอกค่ะ ว่าที่ด่านไม่มีอะไรเลยจริงๆ เลยอยากแนะนำว่าไหนๆก็ไปถึงตรงนั้นแล้วข้ามไปเถอะค่ะ ไม่งั้นจะไม่มีอะไรทำเลย
ระหว่างทางที่กำลังจะกลับมาบังเอิญผ่านทางเข้าน้ำตกค่ะ ชื่อว่า น้ำตกตะเคียนทอง ด้วยความที่อยากเที่ยวน้ำตกอยู่แล้วและเวลาก็เหลือเลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปเลยค่ะ ตอนแรกคิดว่าจากปากทางคงไม่ไกลถึงน้ำตก แต่.....เปล่าเลยค๊า โอโห้มันลึกมาก ลึกจนใจเสีย ลึกจนคิดว่าถ้าเข้าไปลึกกว่านี้ไม่เจอน้ำตกจะเลี้ยวรถกลับแล้วน้ะน่ากลัวมากลึกเกิ๊นน แต่ก็ใจสู้ค่ะไปกันเรื่อยๆจนสุดท้ายไปสุดทางเลยข่ากว่าจะเจอทางเข้าน้ำตก ทางเข้าก็จะมีคุณลุงใส่ชุดทหารดูคอยเก็บตังค่าเยี่ยมชมอยู่ ถ้าจำไม่ผิด ค่าเข้าน่าจะคนล้ะ 30 บาท แล้วก็ค่านำมอไซต์เข้าอีก 30 บาท พอเดินเข้าไปสิ่งแรกที่เจอคือ ป่าค่ะ เหมือนมาเดินป่าตอนเข้าค่ายลูกเสือจริงๆมีความแอนเวนเจอร์ เดินข้ามน้ำด้วยสะพานไม้ไผ่เล็กมาก เดินข้ามก้อนหิน ปีนทางสูงๆ ยิ่งเดินยิ่งลึกไม่เห็นน้ำตกซักที เดินไปซักพักใหญ่เลยเริ่มได้ยินเสียงน้ำตก ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาล้ะ เรากะแฟนก็พูดกันว่า หูยยยเสียงน้ำตกดังขนาดนี้ต้องชั้นใหญ่มากแน่เลย ต้องสูงแน่ๆ แต่พอเดินไปซักพักใหญ่สิ่งที่เจอคือ....น้ำตกชั้นเตี้ยมากกก เตี้ยประมาณเข่า แต่ที่ได้ยินเสียงดังเพราะว่าน้ำค่อนข้างไหลแรงอยู่ค่ะ ยืนขำกะแฟนหนักมากก 55555 ยืนขำด้วยความตลกกันเองค่ะและอารมเหมือนจิตหลุดไปแล้ว อย่างที่ลุงแกพูดไว้ค่ะว่า “แต่ถ้าอยากเจอชั้นใหญ่ก็ต้องเดินลึกหน่อย” ไม่หน่อยค่ะลุงมันไกลมาก แล้วด้วยความที่เวลาตอนนั้นก็ 4 โมงเย็นแล้ว ถ้าไปลึกกว่านี้ตอนขากลับไม่ดีแน่เพราะมันจะมืดแล้วก็จะเดินหลงป่าแน่ๆล้านเปอร์เซนค่ะ เลยตัดสินใจ ป่ะกลับเถอะตัวเห็นแค่นี้เค้าก็ชื่นใจล้ะไว้มีโอกาสค่อยกลับมาไหม้เน๊อะ (โดยส่วนตัวชอบค่ะอะไรที่แอดเวนเจอร์ ยิ่งเดินป่าแบบนี้ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีค่ะ แต่ต้องมีเวลามาจริงๆน้ะค่ะ เพราะถ้าไม่งั้นอันตรายจริงๆหลงป่าแน่ๆ) เลยเดินออกมาถ่ายรูปกันที่น่าทางเข้าเป็นที่ระทึกกันค่ะ
วันที่ 3 (วันสุดท้าย)
ตามสัญญาจากเช้าเมื่อวานค่ะ
ว่าเราจะออกไปดูหมอกที่สะพานมอญแล้วก็ใส่บาตรพระตอนเช้ากัน แต่.... (แต่อีกแล้ว)
เราตื่นค่ะ แต่เราสู้กับอากาศไม่ไหว หนาวมากก
ถ้าแว๊นซ์มอไซต์ออกไปตอนนี้ได้แข็งเป็นโรสกะแจ๊คแน่ๆ
แค่เอามือน้อยๆยื่นออกไปนอกบ้านกะแฟนก็ถอดใจกันแล้วค่ะ เลยตกลงกันอีกว่า
เอาไว้โอกาสหน้าเน๊อะที่รัก 5555 นอนต่อค่ะ บรั๊ยย ถึงเวลาอันสมควรเราแพลนกับไว้ว่าเราต้องไปขึ้นรถตู้ที่ตลาดกันไม่เกิน
8 โมงเช้า เพราะว่าขากลับเรามีของแถม ของแถมนั้นคือเราจะนั่งรถไฟ(ฟรี) กลับกรุงเทพกันเพื่อที่จะได้ผ่านสะพานสายมรณะกันค่ะ
เฮ้!! ถ้าเราไปช้าจะไม่ทันรถไฟ
จากสังขละไปสถานีน้ำตกใช้เวลาค่อนข้างพอสมควรค่ะ
เพราะว่ารถไฟที่ออกจากสถานีน้ำตกรอบสุดท้ายจะเป็น 12:55 น.(จะมีแค่รถไฟฟรีบริการแค่อย่างเดียวน้ะค้ะ)
การเดินทางคือ จ้างรถจากที่รีสอร์ทไปส่งขึ้นรถตู้ที่ตลาด
จากนั้นนั่งรถตู้ไปลงที่สถานีน้ำตกค่ะ
โดยบอกคุณลุงคนขับได้เลยว่าเราจะลงที่นี่เด่วคุณลุงเค้าจะบอกเองค่ะ
ว่าให้เราลงตรงไหนแล้วเดินยังไงต่อ
ถึงแล้วค๊า.....
มุมนี้นี่เรียกว่าเป็นมุมยอดนิยมเลยก็ว่าได้ค่ะ ^^
เราถีงกรุงเทพกันประมาณ 6 โมงเย็นค่ะ นั่งมาเรื่อยๆ
อีกอย่างที่ใช้ชื่อทริปนี้ว่า “(งบแบบไปไหนไปกันไม่คิดมาก)”
ก็เพราะเราไปกันวันธรรมดาค่ะ เลี่ยงคนเย๊อะ จะไปขึ้นเรือชมวัด
หรือข้ามไปฝั่งพม่าเก็เลยต้องเหมาไปค่ะ ค่าใช้จ่ายเลยเย็อะ
เราเลยมีความคิดกับแฟนว่าไหนๆก็มาถึงตรงนี้แล้วอย่าไปซีเรียสเลย
จะเที่ยวก็เที่ยวอย่าไปคิดมากเอาให้สบายใจ ก็เราตกลงจะมาเที่ยว มาหาความสุข มาพักผ่อน
มาฉลองกันอยู่แล้วหนิก็ทำให้มันเต็มที่ไปเลยดีกว่าโน๊ะ อย่าไปคิดเย็อะ
งบก็เลยค่อนข้างสูงค่ะ 555555 สบายใจไปเล๊ยยย ใช้จ่ายคล่องมือ มีความสุขดีค่ะ
มองโลกบวกชีวิตก็บวกจริงๆน้ะค้ะ อย่าคิดมาก (คิดมากกับงานก็พอแล้วค่ะ ส่วนเรื่องอื่นก็ปล่อยไปตามหัวจายย)
ส่วนของกินมื้อกลางวันไม่ค่อยได้ทานหรอกค่ะมัวแต่เที่ยว
ไปหนักมื้อเช้าที่รีสอร์ทกะมื้อเย็นค่ะ เย็นวันแรกด้วยความที่
ที่สังขละจะมีแต่อาหารป่า ซึ่งเรากะแฟนทานไม่เป็นก็เลยซื้อของเซเว่นทานกันค่ะ
สบายใจดี ส่วนวันที่สองหาก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆทานกันที่แถวสะพาญมอญค่ะแต่จำชื่อร้านไม่ได้
อร่อยมากไม่ต้องปรุงเลย หวานได้ใจดี (เป็นคนชอบทานหวานค่ะ
แล้วอาหารที่นูนหวานๆทั้งนั้นเลย)
ตอนแรกกะจะไปทานร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อที่สังขละ ชื่อร้านว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเจ๊พร
แต่เจ๊แกปิดค่ะ (เสียดายเหมือนกัน) จากนั้นก็ไปซื้อของทานเล่นๆกันที่ตลาดค่ะ
พอดีวันนั้นที่ไปมีตลาดอารมเหมือนตลาดนัดเล็กๆให้เดินเล่นหาของทานอยู่
ได้ของกลับไปทานที่รีสอร์ทเพี๊ยบเลย อิอิ
หวังว่าทุกท่านคงจะเอ็นจอยกับรีวิวนี้น้ะค้ะ
ถ้าผิดพลาดยังไงขอโต๊ดดด้วยค้า ขอให้มีความสุข สนุกสุดๆกับทุกการเดินทางน้ะค้ะ
บรั๊ยยยยบรายยค้า ^_________________^


































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น